×
เช้าสู่ระบบด้วยบัญชี Facebook ของคุณ
การทำงานเป็นทีมที่มีประสิทธิภาพ
Last Updated : | Viewers 7,091

การทำงานในสมัยปัจจุบัน หรือ การบริหารงานแนวใหม่นี้ จะทำแบบ  "ข้ามาคนเดียว"

หรือ " วันแมนโชว์ " หรือ " ศิลปินเดี่ยว " หรือ " อัศวินม้าขาว " หรือ ...... อื่่นๆ ดูจะเป็นไปได้ยาก

การทำงานเป็น  ทีม  " TEAM "

            ทีม " TEAM "  หมายถึง  บุคคลที่ทำงานร่วมกันอย่างประสานงานภายในกลุ่ม    กล่าวคือ 

                                 เป็นการรวมตัวของกลุ่มคนที่ต้องพึ่งพา อาศัยกันและกัน ในการทำงานเพื่อให้เกิดผลสำเร็จ

            ทีมงาน ( TEAM WORK ) หมายถึง  กลุ่มคนที่มีความสัมพันธ์กันค่อนข้างจะใกล้ชิด  และ คงความสัมพันธ์อยู่ค่อนข้าง

                                 จะถาวร ซึ่งประกอบด้วยหัวหน้างาน และ เพื่อนร่วมงาน โดยร่วมกันทำงาน   ให้บรรลุวัตถุประสงค์    

                                  และ เป้าหมายของทีมงาน

            " การทำงานเป็นทีม " เป็นความร่วมมือ ร่วมใจ ของบุคคล เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายร่วมกัน

            โดยมีองค์ประกอบ 3 ประการ ( 3 P ) ได้แก่

                         มีวัตถุประสงค์ ( Purpose )   ต้องชัดเจน

                         มีการจัดลำดับความสำคัญ ( Priority )  ในการทำงาน

                         มีผลการทำงาน ( Performance )

 

             ความแตกต่างระหว่างการทำงานแบบทีม และ กลุ่ม ( Team  vs  Groups )

 

             การทำงานแบบ กลุ่ม ( Work  Groups ) คือ การรวมกลุ่มที่มีกิจกรรมร่วม เพื่อ ใช้ข้อมูลร่วมกัน และ ช่วยในการ

                        ตัดสินใจให้แก่สมาชิกในกลุ่มที่จะทำงานภายในขอบข่ายที่รับผิดชอบของแต่ละคนนั้น 

                        ในการทำงานของกลุ่มไม่จำเป็นที่จะต้องส่งเสริมซึ่งกันและกัน ดังนั้นจึงไม่มีการเชื่อมโยง   

                        ทรัพยากรและใช้ร่วมกันอย่างมีประสิทธิผลในทางบวก

            " นั่นคือเราใส่การทำงานของแต่ละคนเข้าไปในผลงานที่ออกรวมกันแล้วจะได้เท่ากับที่ใส่เข้าไปหรืออาจน้อยกว่าก็ได้ "

 

              การทำงานแบบ ทีม (Work Teams ) เป็นการทำงานร่วมกันและส่งเสริมกันไปในทางบวก

             " ผลงานรวมของทีมที่ได้ออกมาแล้วจะมากกว่าผลงานรวมของแต่ละคนมารวมกัน "          

 

             ชนิดของ ทีมงาน

             การแบ่งทีมในองค์กรสามารถที่จะแบ่งประเภท  ตามวัตถุประสงค์ได้ 4 รูปแบบ คือ

                   1.  ทีม แก้ปัญหา ( Problem - Solving Teams )  ประกอบด้วยกลุ่มของพนักงาน และ ผู้บริหารซึ่งเข้ามารวมกลุ่ม

              ด้วยความสมัครใจ  และ ประชุมร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ เพื่ออภิปรายหาวิธีการสำหรับการแก้ปัญหา  โดยทั่วไปทีม

              แก้ปัญหาทำหน้าที่เพียง ให้คำแนะนำเท่านั้น  แต่จะไม่มีอำนาจที่จะทำให้เกิดการกระทำ ตามคำแนะนำ  ตัวอย่างของ

              ทีมแก้ปัญหา  คือ ทีม QC ( Quality Cirdes )

                   2.  ทีม บริหารตนเอง  ( Self - Managed Teams )  หมายถึง  ทีมที่สมาชิกทุกคนล้วน รับผิดชอบต่อลักษณะ

              ทั้งหมดของการปฏิบัติงานอย่างแท้จริง  โดยเป็นอิสระจากฝ่ายบริหาร ซึ่งสมาชิกจะปฏิบัติงานโดยทั่วไป

            มีการแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบสำหรับงาน  ทีมบริหารตนเองสามารถที่จะเลือกสมาชิกผู้ร่วมทีม และ สามารถให้

            สมาชิกมีการตรวจสอบซึ่งกันและกัน

                   3.  ทีมที่ทำงานข้ามหน้าที่กัน  ( Cross - Function Teams ) เป็นการประสมประสานข้ามหน้าที่งาน ความสามารถ

                ในการดึงทรัพยากรบุคคลผนวกเข้าด้วยกัน จากหน้าที่ ทางธุรกิจที่แตกต่างกัน เพื่อสร้างสมรรถภาพในด้านความ

            แตกต่าง โดยเป็นการใช้กำลังแรงงานตั้งเป็นทีมข้ามหน้าที่ชั่วคราวซึ่งมีลักษณะคล้ายกันคณะกรรมการ(Committees)

            เข้ามาเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน , พัฒนาความคิดใหม่ๆ ร่วมมือกันแก้ปัญหา และทำโครงการที่ซับซ้อน ทีมข้ามหน้าที่

            ต้องการเวลามากเพื่อสมาชิกจะต้องเรียนรู้งานที่แตกต่าง ซับซ้อน และ ต้องใช้เวลาในการสร้างความไว้ใจ และ สร้าง

            การทำงานเป็นทีม เนื่องจาก  แต่ละคนมาจากภูมิหลังที่แตกต่างกัน

                   4.  ทีมเสมือนจริง  (Virtual Teams)  ลักษณะการทำงานจะเป็นทีม แต่สภาพการทำงานจะแยกกันอยู่ ดังนั้นจึง

            ต้องการระบบในการติดต่อสื่อสารระหว่างกันที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งอาศัยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทีมจะมุ่งเน้นความ

            สำเร็จของงาน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของงานร่วมกัน แต่จะมีการแลกเปลี่ยนความสัมพันธ์ด้านความรู้สึกทางสังคมใน

            ระดับต่ำ

                    ข้อควรระวัง : การทำงานเป็นทีมไม่ได้เป็นคำตอบในการแก้ไขปัญหาเสมอไป เนื่องจากการทำงานเป็นทีม ต้องใช้

            เวลาและทรัพยากรมากกว่าการทำงานคนเดียว

                    ยกตัวอย่างเช่น

                      * ต้องเพิ่มการติดต่อสื่อสารมากขึ้น

                      * ต้องบริหารความขัดแย้งระหว่างกัน

                      * ต้องมีการจัดการประชุม

                      * ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม

                    อย่างไรก็ตามในบางกรณี ผลประโยชน์ที่ได้จากการทำงานเป็นทีมก็จะได้รับผลตอบแทนทึ่คุ้มค่า ดังนั้นผู้บริหาร

            ต้องทำการประเมินว่า งานใดควรทำคนเดียว และ งานประเภทใดที่่ต้องใช้ความร่วมมือของทีม

 

                    คำถาม 3 ข้อ  เพื่อดูว่าควรใช้วิธีการทำงานเป็นทีมในการทำงานหรือไม่

                        1. งานนั้นสามารถทำได้ดีหรือไม่ หากใช้คนมากกว่า หนึ่งคน

                        2. งานนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อทุกคนในกลุ่ม หรือ เพื่อคนใดคนหนึ่ง

                        3. การเลือกใช้ประเภทของทีมให้เหมาะสมกับสถานการณ์

 

                    การทำงานเป็นทีมที่่มีประสิทธิภาพ

                        1. วัตถุประสงค์ที่ชัดเจน และ เป้าหมายที่เห็นพ้องต้องกัน เพื่อใช้เป็นแนวทางการปฏิบัติงาน ที่ต้องการทำให้

             องค์กรบรรลุผลสำเร็จที่คาดหวังไว้ในการดำเนินงานให้เป็นไปตามภารกิจขององค์การ

                             * การกำหนดวัตถุประสงค์ที่ดี โดยผู้นำและสมาชิกภายในทีม มีส่วนร่วมในการกำหนดหน้าที่

             ความรับผิดชอบ  และวัตถุประสงค์ร่วมกัน ควรกำหนดจุดมุ่งหมายไว้ให้ชัดเจนที่ผลงานมากกว่าการกระทำ

                             * ประโยชน์ของการกำหนดวัตถุประสงค์ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ ใช้เป็นเครื่องมือในการรวมพลัง

             ในการทำงาน และใช้เป็นเครื่องมือวัดความสำเร็จหรือความล้มเหลวในงาน

                             * คุณลักษณะของวัตถุประสงค์ที่ดี คือ เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร เข้าใจง่าย สามารถปฏิบัติได้จริง ไม่ขัด

             ต่อข้อบังคับ และ นโยบายอื่นๆ ในหน่วยงาน

                        2. ความเปิดเผยต่อกัน และ การเผชิญหน้าเพื่อแก้ปัญหา เป็นสิ่่งสำคัญต่อการทำงานเป็นทีม ที่มีประสิทธิภาพ

             สมาชิกจะต้องการแสดงความคิดเห็นอย่างเปิดเผย ตรงไปตรงมา แก้ปัญหาอย่างเต็มใจและจริงใจ เพื่อให้สามารถอยู่

             ร่วมกันและทำงานร่วมกันเป็นอย่างดี โดยมีการเรียนรู้เกี่ยวกับบุคคลอื่นในด้านความต้องการ ความคาดหวัง  ความชอบ

             หรือไม่ชอบ ความรู้ความสามารถความสนใจความถนัด จุดเด่นจุดด้อยและอารมณ์รวมทั้งความรู้สึกความสนใจนิสัยใจคอ

                        3. การสนับสนุนและความไว้วางใจต่อกัน  สมาชิกในทีมจะต้องไว้วางใจ ซึ่งกันและกัน  โดยแต่ละคนมีเสรีภาพ

             แสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา  โดยไม่ต้องกลัวว่าได้รับผลร้ายที่จะมีต่อเนื่องมาภายหลัง  สามารถทำให้เกิดการ

             เปิดเผยต่อกัน  และกล้าที่จะเผชิญหน้าเพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

                        4. ความร่วมมือและการให้ความขัดแย้งในทางสร้างสรรค์ ผู้นำกลุ่มหรือทีมจะต้องทำงานอย่างหนักในอันที่จะทำ

             ให้เกิดความร่วมมือดังนี้

                             4.1 การสร้างความร่วมมือกับบุคคลอื่น  ในการสร้างความร่วมมือเพื่อความเข้าใจซึ่งกันและกัน และ มีบุคคล

             อยู่สองฝ่ายคือ ผู้ขอความร่วมมือ และ ผู้ให้ความร่วมมือ  ความร่วมมือจะเกิดขึ้นได้เมือฝ่ายผู้ให้เต็มใจและยินดีจะให้

             ความร่วมมือ  เหตุผลที่ทำให้ขาดความร่วมมือไม่ช่วยเหลือกัน คือ การขัดผลประโยชน์ ไม่อยากให้คนอื่นได้ดีกว่า 

             สัมพันธภาพไม่ดี วัตถุประสงค์ของทั้งสองฝ่ายไม่ตรงกัน ไม่เห็นด้วยกันวิธีทำงานขาดความพร้อมที่จะร่วมมือ หรืองานที่

             ขอความร่วมมือนั้นเสี่ยงภัยมากเกินไป  หรือเพราะความไม่รับผิดชอบต่อผลงานส่วนรวม

                             4.2 การขัดแย้ง หมายถึง  ความไม่ลงรอยกันตามความคิด  หรือ การกระทำที่เกิดขึ้นระหว่างสองคนขึ้นไป

                 หรือระหว่างกลุ่ม  โดยมีลักษณะที่ไม่สอดคล้อง ขัดแย้ง ขัดขวาง ไม่ถูกกัน จึงทำให้ความคิดหรือการทำกิจกรรมร่วมกัน

             นั้นเสียหาย หรือดำเนินไปได้ยากไม่ราบรื่น ทำให้การทำงานเป็นทีมลดลง นับเป็นปัญหา อุปสรรคที่ส

ที่มา :
ข่าวที่เกี่ยวข้อง